My Bangkok Portrait

Saturday, April 21, 2007

ขำ ขำ วันเสาร์


อากาศร้อนใครจะนอน...................ได้ลง
นอนเกลือกกลิ้งเหงื่อยังคง................................ติดเสื้อ
วันหยุดแท้แท้ไซร้........................................อยากหลับ...ต่อนา
อากาศร้อนจนแทบบ้า....................................ต้องตื่น......เลยตู

ตื่นมาต้องขนผ้า...........................ไปตาก
เพราะซักแล้วดันลืมตาก...................................จากคืน...ที่แล้ว
ผ้าซักแล้ว(เจือก)ไม่ตาก..................................ทิ้งไว้.....กลิ่นโชย
โอ๊ะโอโอ๊ะโอ้ยโหยย.......................................ซักใหม่...เลยตู

วันหยุดอย่างนี้ต้องดูทีวี..................... พักผ่อน
จัดที่จัดทางนอน ...........................................กอดหมอน....เริงร่า
เปิดทีวีเตรียมเอาไว้........................................ไหงภาพ......หายวา
การกลับกลายเป็นว่า........................................ไฟดับ.....ช๊อตหมดเลย

ทำอะไรก็ไม่ได้..............................เซ็งจิต
นายฮัทเลยครุ่นคิด............................................(ตู)อยากบ้า
ไปนั่งเล่นหอเพื่อน............................................แอร์เย็น ดีนา
แถมเล่นเนต สบายกว่า........................................มาอัพ บล๊อกเอย

Labels:

Me, Myself and Cho

ช่วงนี้มีข่าวดังไปทั่วโลก
เรียกได้ว่าพอเปิดเว็บ CNN ขึ้นมาก็เห็นข่าวนี้เลย

นั่นก็คือเหตุการณ์ที่นักศึกษาเชื้อชาติ เกาหลีใต้ นามว่า Mr.Seung-Hui Cho ได้เอาปืนเข้าไปกราดยิง เพื่อนนักศึกษาและอาจารย์ใน Virginia Tech แล้วจากนั้นก็ตามฟอร์ม – ยิงตัวตาย…

Mr.Cho คนนี้นี่ก่อนเค้าลงมือเค้าได้ถ่ายวีดีโอตัวเองส่งไปให้สำนักข่าวด้วย
เรียกว่าเตรียมการไว้พร้อม

ที่เอามาเขียนถึงนี่ก็ไม่ใช่อะไร
แค่บังเอิญว่า Mr. Cho คนนี้เค้าหน้าตาจิต ๆ คือ ตัดผมเกรียน หน้าขาว ๆ คิ้วเข้ม ๆ ตาตี่ๆ

ดูแล้วคุ้น ๆ เหมือนกับผู้ชายที่ผมเห็นเวลาส่องกระจกตอนเช้า – ผิดที่ว่าผู้ชายที่ผมเห็นในกระจกออกจะอืด ๆ กว่าเค้าหน่อย

นอกจากผมจะเห็นแล้ว ก็ยังมีเพื่อนร่วมงานอีกหลายคนเห็นแบบนั้นเหมือนกัน

ก็เลยกลายเป็นเรื่องฮากันในออฟฟิศ อำกันว่าฆาตกรชาวเกาหลีใต้คนนั้นไม่ได้ตายจริง ๆ หรอก เพราะว่าตัวจริงมันหลบมาอยู่ที่เมืองไทยนี่แล้ว

ยังมีเพื่อนร่วมงานหวังดี ถ่ายรูปผมเอาไปตัดต่อ แปะหัวผมไปบนตัว Mr.Cho

เป็น action ที่กำลังเอาปืนจ่อหัวตัวเองพอดี

ดูจากรูปแล้วใช้โปรแกรม paint brush ที่มันไม่ค่อยมี tool อะไรช่วย แต่ก็ทำออกมาได้ขนาดนี้ แสดงว่าต้องใช้เวลา(งาน) ทำเรื่องแบบนี้นานมาก

ผมเลยอยู่ระหว่างอาการชื่นชม กับ อาการอยากเบิ๊ดกะโหลกพวกเค้า

ยังมีการออกตัวอีกว่า ถ้าเป็นโฟโต้ชอปจะเนียนกว่านี้เยอะ

ผมล่ะรักเพื่อนร่วมงานของผมจริง ๆ

Labels: ,

Potter : Leak or Fake??


สองวันก่อนมีคน forward file หนังสือ Harry Potter เล่มที่ 7 มาให้อ่าน (แบบเป็น PFD)

Harry Potter and the Deathly Hallows

มีความยาวตั้งหกร้อยห้าสิบหน้า ทำให้ต้องคิดหนัก

อันแรก คือ ด้วยเพราะว่าความหนาของมัน แถมยังเป็นภาษาอังกฤษซะอีก

อันที่สอง คือ ไม่แน่ใจว่าไอ้ที่เพื่อนส่งมาให้นี่มันเป็นของจริงรึเปล่า

เพราะเคยมีเหตุการณ์ที่มี fanfiction ของ Harry Potter ออกมาในเน็ตเต็มเลย ก่อนหนังสือตัวจริงจะออก

เค้าบอกว่าเล่มจริง (ภาษาอังกฤษ) จะออกเอาเดือน กรกฎาคม นี้

ถ้าตอนนี้ file ที่หลุดออกมาจากโรงพิมพ์จะมีแล้วก็อาจจะเป็นไปได้

แต่เอาเถอะ - ไหน ๆ ถ้ามันเป็นของปลอมแล้วเค้าอุตส่าห์เขียนมาให้อ่านตั้งหกร้อยกว่าหน้า
มันกล้าปลอมตูก็กล้าอ่าน(วะ)

ปากดีไปอย่างนั้นเอง - สองวันผ่านไปผมยังอ่านได้ถึงแค่บทที่สาม

ช่วงนี้งานไม่ค่อยยุ่งเท่าไหร่ เลยมีเวลาอ่านเยอะ โดยเฉพาะตอนพักกลางวัน

ถ้าไม่ติดว่านั่งทำงานติดกับลูกพี่(ชั่วคราว??) ผมก็จะเปิดอ่านมันทั้งวันอยู่แล้ว

เนื้อหาในเรื่องก็คือ แฮรี่ และเพื่อน ๆ (รอน กับ เฮอร์ไมโอนี่) จะช่วยกันออกตามหา ฮอร์ครุกซ์ (ที่เก็บเศษวิญญาณของลอร์ด โวลเดอมอร์) โดยตัดสินใจที่จะไม่เรียนต่อในปีสุดท้าย

แฮรี่และเพื่อน ๆ กลับมาพักที่บ้านของพวก เดอร์สลี่ย์ในซอยพริเวท

แล้วก็เพิ่งค้นพบความจริงว่า ดัดลีย์ – ลูกพี่ลูกน้องของแฮรี่เอง ก็เป็นพ่อมดเหมือนกัน

แต่อำนาจพ่อมดของดัดลีย์ถูก ดัมเบิลดอร์ สะกดไว้เพื่อแลกกับการที่ พวกเดอร์สลี่ย์จะคอยเลี้ยงดูแฮรี่จนกว่าจะได้เข้า ฮอกวอทท์

คาดว่าพอดัมเบิลดอร์ตาย คาถาก็เลยคลาย ดัดลีย์เลยกลับมามีเวท์มนต์ เหมือนเดิม (แต่ตัวดัดลีย์เองก็ควบคุมไม่ได้)

แฮรี่กับเพื่อน ๆ อยู่บ้านของพวก เดอร์สลี่ย์ เป็นเวลาสองอาทิตย์จากนั้นก็ไปบ้านรอน

อ่านมาสามบท เนื้อหามีแค่เนี้ย….

เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่จะเป็นบทพรรณนา แฮรี่ เอาแต่คิดถึง จินนี่ (น้องสาวของรอน)

พอเห็นรอน กับ เฮอร์ไมโอนี่ กุ๊กกิ๊กกัน ก็เศร้าคิดถึง จินนี่

อันนี้มันวรรณกรรมเยาวชน หรือ ศาลาคนเศร้า????

ที่สำคัญ ต้องย้อนกลับไปที่คำถามแรก ว่า

อันนี้มันของจริงรึเปล่า??

Labels:

Wednesday, April 18, 2007

เปิดเพลงคลอในขณะที่พยายามนั่งเขียน proposal ของ IS อยู่

Superman

I can’t stand to fly
I’m not that naive
I’m just out to find
The better part of me

I’m more than a bird...i’m more than a plane
More than some pretty face beside a train
It’s not easy to be me

Wish that I could cry
Fall upon my knees
Find a way to lie
About a home I’ll never see

It may sound absurd...but don’t be naive
Even heroes have the right to bleed
I may be disturbed...but won’t you concede
Even heroes have the right to dream
It’s not easy to be me

Up, up and away...away from me
It’s all right...you can all sleep sound tonight
I’m not crazy...or anything...

I can’t stand to fly
I’m not that naive
Men weren’t meant to ride
With clouds between their knees

I’m only a man in a silly red sheet
Digging for kryptonite on this one way street
Only a man in a funny red sheet
Looking for special things inside of me

Inside of meInside me
Yeah, inside me
Inside of me

I’m only a man
In a funny red sheet
I’m only a manLooking for a dream
I’m only a manIn a funny red sheet
And it’s not easy, hmmm, hmmm, hmmm...
Its not easy to be me


ชอบจัง…..

จะมีใครมาเข้าใจ Super Hero ได้อย่างนี้ไม๊นะ

ขนาดไม่ได้เป็น Super Hero แต่เป็นแค่ใครคนนึงที่บางครั้งก็ถูกตั้งความหวัง

ก็ยังรู้สึกเกร็งแทบแย่…..

Labels:

Monday, April 16, 2007

อะไรบ้างที่เกิดขึ้นช่วงสงกรานต์ปีนี้


1) ไปดูเรื่องแฝดมาแล้ว

เพราะรู้มาว่าเป็นผู้กำกับเดียวกันกับเรื่อง Shutter กดติดวิญญาณ หนังผีไทยอันดับหนึ่งในดวงใจ
แถมนักแสดงนำยังเป็น มาช่า ที่พักนี้ไม่ค่อยเห็นแสดงหนังเลย
งานนี้ไปดูกับน้องสาว เผื่อร้องจ๊ากอะไรขึ้นมาในโรงหนังจะได้ไม่เสียฟอร์ม(มาก)

ความสนุกของหนังอยู่ที่การหักมุมมากกว่าการหลอกของผี
(น้องสาวผมบอกว่าเดาได้ตั้งแต่ผีโผล่ออกมาแล้วว่ามันต้องหักมุมแบบนี้)

เอาเป็นว่าน่ากลัวในโรงหนังแต่ไม่มีอะไรให้เก็บไปนอนฝันเหมือนเรื่อง shutter เลย

แต่ก็ถือว่าเป็นหนังที่ดีครับ ถ้าเทียบกับมาตรฐานหนังไทยในช่วงนี้ แต่ออกจะน่ากลัวน้อยกว่าเมื่อเทียบกับผลงานของผู้กำกับคู่เดียวกันจากหนังเรื่องที่แล้ว

จริง ๆ หนังที่มีบทหนังดีนี่ถึงแม้ตัวหนังจะมี effect ไม่มาก ก็ทำให้หนังน่าดูได้มากขึ้นนะเนี่ย


2) ในที่สุดก็ตัดสกินเฮดซะที
อยากตัดมานานแล้วทรงนี้ แต่กลัวคนรอบข้างรับไม่ได้
หลังจากที่ชิมลางด้วยการไว้หนวดไว้เคราแล้วไม่มีเสียงตอบรับในทางลบมาก(เท่าไหร่)
สงกรานต์นี้ก็เลยถือเป็นฤกษ์ดีในการตัดสกินเฮดซะเลย

ตอนแรกคิดว่าตัดแล้วจะออกมาเหมือนวิน ดีเซล กลายเป็นหลวงจีนวัดเส้าหลินซะงั้น
ถ้ามีธูปจี้ไปอีกหกจุด กลางหน้าผากนี่ใช่เลย
มีเพื่อน(รัก) เข้ามาคอมเม้นท์ว่าถ้าถอดแว่นออกนี่พี่ป้างชัดๆ

เอาเป็นว่าตอนนี้เย็นกบาลต้อนรับสงกรานต์ล่ะคร้าบบบ

3) สงกรานต์ปีนี้ก็ไม่ได้เล่นน้ำอย่างเคย
คงแก่เกินไปแล้วสำหรับผมที่จะออกไปเล่นน้ำ ถึงแม้ลึก ๆ ในใจอยากจะเห็นน้อง ๆ หนู ๆ ในชุดเปียกๆ
แต่ก็กลัวแสงแดดแผดเผาให้หน้าเราเหี่ยว(ยิ่งกว่าเดิม)

เอาไว้ดูทางทีวี – หรือ อีเมล์ ซึ่งก็แล้วแต่จะมีผู้ใจบุญ?? ส่งมาให้


สงกรานต์ปีนี้เป็นปีแรก ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ล่วงเข้ามากล้ำกลายแม้ปลายลิ้น

เหมือนยุ่ง ๆ อยู่กับการเดินทางแวะไปหาคนโน้นคนนี้ที เลยไม่มีเวลานานพอที่จะแวะดื่มอะไรเป็นเรื่องเป็นราว

หรือเราแก่ขึ้นอีกแล้ว

….โอ กาลเวลาช่างโหดร้าย


4) อ่านหนังสือจบไปอีกหลาย….เล่ม
ด้วยเวลาว่างอันมากเหลือหลาย ในช่วงนี้
หนังสือ สองสามเล่มที่สอยมาจากสัปดาห์หนังสือ เมื่อสองอาทิตย์ก่อนก็เลยถูกเอามาอ่าน

ไม่รู้ (Innocent)
เรื่องราวลึกลับ ซ่อนเงื่อน แถมยังมีเพื่อนทรยศอีก เป็นหนังสือชวนติดตาม ที่อ่านสนุกพอเพลิน ๆ
พอเพลิน ๆ แต่ก็ลากเอาผมไปนอนเอาเกือบตีสอง เมื่ออ่านมันจบ - สมกับคำว่า “unputdownable” อย่างที่เค้าโฆษณาเอาไว้บนหน้าปก


ซ้อน (The Final Detail)
หนังสือเล่มที่หก ในซีรี่ส์ของไมรอน โบลิทาร์ เอเย่นต์นักกีฬาที่มักจะต้องพาตัวเองให้เป็นนักสืบจำเป็นอยู่เสมอ
เป็นผลพวงมาจากห้าเล่มแรกที่ต๋อมแต๋มซื้อมาให้
พอเล่มหกออกมาคราวนี้ก็เลยต้องควักกระเป๋าซื้อเอง – แน่นอน พออ่านจบแล้วต๋อมแต๋มเธอก็ยืมต่อ

แสงดาวฝั่งทะเล
อันนี้เป็นนิยายไทยเขียนโดย กิ่งฉัตร
เล่มนี้ยืมต๋อมแต๋มมาอ่านตอนว่าง ๆ ช่วงสงกรานต์ เล่มนี้ใช้เวลาอ่านนานมาก เพราะอ่านไปหลับไป แต่ก็อ่านพอเพลิน ๆ สไตล์นิยายไทย ประมาณ นางเอกผู้แสนดี โดนพระเอกผู้โหดร้าย คอยตามเชือดเฉือน ด้วยวาจา อะไรประมาณนั้น
(ปล นิยายเล่มนี้ออกแนว สารคดีท่องเที่ยวไปในตัว)

แผนลวงสะท้านโลก (Deception Point)
เป็นนิยายเก่าที่ซื้อแล้ว แล้วก็อ่านไว้นานแล้ว เอากลับมาอ่านใหม่ก็ยังสนุกอยู่ ในบรรดาหนังสือของ แดน บราวน์ ที่ไม่ได้มีเนื้อหาเกี่ยวกับพวกลัทธิต่าง ๆ (อย่างเช่น Davinci’s code หรือ Angels & Demons) ผมว่าเรื่องนี้ - Deception Point - เป็นเรื่องที่เจ๋งที่สุด

ศิลปะการต้มตุ๋น (The Art of the Steal)
หนังสือเล่มที่สองของ Frank W. Abagnale ต่อจาก Catch Me if You can
เล่มนี้ก็อ่านจบนานแล้วเหมือนกัน แต่ก็ยังทรงคุณค่าในการกลับมาอ่านซ้ำอีกรอบ
ตอนนี้อยู่ในระหว่างการอ่านรอบสองอยู่…

Labels:

Wednesday, April 04, 2007

เรื่องของภาษี

ผมเพิ่งทำแบบยื่นภาษีเสร็จไปเมื่อสองคืนก่อน
ทำทันเสร็จตามกำหนดเส้นตายของเค้าพอดี

เค้ากำหนดให้ยื่นแบบทาง internet ได้ไม่เกิน 2 เมย ก่อน 4ทุ่ม
ผมกดปุ่ม enter เพื่อยื่นแบบ ไปตอนสามทุ่มสิบห้า บวกกับเดินลงมากดโอนเงินจ่ายภาษีเพิ่มตอนสามทุ่มสี่สิบห้า
เฉียดฉิวไปสิบห้านาที

ปีนี้ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม ทั้ง ๆ ที่ปีที่แล้วยังขอคืนเงินภาษีได้ด้วยซ้ำ

เหตุผลหลัก ๆ คือการย้ายงานนั่นเอง

รายได้ที่เพิ่มขึ้นหมายถึงภาษีที่ต้องเสียเพิ่มขึ้น

ผมมีเพื่อนร่วมชะตากรรมที่จะต้องจ่ายภาษีเพิ่มอย่างนี้อีกหลายคนในที่ทำงาน
บางคนเลือกที่จะยื่นแบบแล้วก็(กัดฟัน)จ่ายภาษีเพิ่ม (เหมือนอย่างผม)
ในขณะที่บางคนก็เลือกที่นิ่งเฉยเอาไว้ - สรรพากรอยากได้เงินตู ก็มาตามตรวจสอบเอาเองนะ(เฟ้ย)

ของแบบนี้จะให้ตอบว่าใครทำถูกหรือผิดก็บอกได้ยาก ต่างกรรมต่างวาระ

อย่างกรณีผม ต้องจ่ายเพิ่มอีกเจ็ดร้อยกว่าบาท อาจจะไม่ต้องคิดมากเท่าไหร่

แต่ในกรณีของอีกสองสามคนที่ทำงานผม ต้องจ่ายเพิ่มอีกหกเจ็ดพัน – บอกได้ว่าทำใจลำบากครับ
บางคนยอมจ่าย และบางคนไม่ยอมจ่าย และนี่คือเหตุผลบางส่วน

“ทีเค้าได้ไปตั้งกี่หมื่นล้านไม่เห็นต้องเสียภาษี แล้วกะอีแค่เจ็ด แปดพันจากตูจะมาเอาเพิ่มอีกทามมาย” ความเห็นของนาย ก (นามสมมติ)
“จ่ายเพิ่มให้ไป เดี๋ยวเค้าก็ไปโกงกินอีกอยู่ดี” ความเห็นของนางสาว ข (นามสมมติ)
“อืมม…ก็จริง” ความเห็นของนาย ฮัท (นามไม่สมมติ)

ในขณะที่…..

“ก็จ่าย ๆ ไป เดี๋ยวเค้ามาตามตรวจสอบย้อนหลังหลาย ๆ ปีนี่โดนบวกดอกเบี้ยอาน” ความเห็นของนางสาว ค (นามสมมติ)
“คิดซะว่า เราทำหน้าหน้าที่พลเมืองดีก็แล้วกัน” ความเห็นของนาย ง (นามสมมติ)
“อืมม…ก็จริง” ความเห็นของนาย ฮัท (นามไม่สมมติ)

น่าแปลกที่ความเห็นของสองคนทางด้านบนมาจากคนที่เรียน MBA จบแล้ว (คนละสถาบัน) ในขณะที่ความเห็นของอีกสองคนข้างล่างมาจากคนที่ไม่ได้เรียน MBA

ไม่ได้จะบอกว่าการเรียน MBA ทำให้คนเรามีแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยงภาษี
เพราะอย่างน้อยคนที่เรียน MBA อย่างผมก็ยินดีที่จะจ่ายภาษีเพิ่ม (เป็นจำนวนเงินเจ็ดร้อยกว่าบาท และจ่ายในวันสุดท้าย?)

ไหนจะยังมีภาษีสังคมอีกที่เราต้องจ่ายไปในแต่ละปี ๆ

นอกจากมีค่าลดหย่อนของเงินบริจาค เงินสนับสนุนต่าง ๆ ดอกเบี้ยกู้ยืม รวมถึงเบี้ยประกันชีวิตแล้ว ผมว่ารัฐควรออกกฎหมายเพิ่มค่าลดหย่อนของเงินที่ใช้ใส่ซองต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นงานขึ้นบ้านใหม่หรืองานแต่งงาน

นั่นหมายถึงเราใส่ซองให้เจ้าภาพไปเท่าไหร่ คนให้ก็สามารถเอามาหักภาษีได้เต็มจำนวน

ทีนี้เราคงใส่ซองกันด้วยความเต็มใจยิ่งขึ้น เจ้าภาพก็คงจะหน้าบาน มีเครื่องออกใบเสร็จตั้งไว้หน้างานเลย

แต่คิดในทางกลับกัน รัฐ อาจจะไปออกกฎหมายเก็บภาษีเงินได้จาก(ซอง)งานสมรส กลายเป็นว่าได้เงินมาจากซองเท่าไหร่ ก็เสียภาษีไปตามส่วน

ดังนั้นความคิดนี้อาจจะไม่ค่อยโสภากับทั้งเจ้าภาพและแขกผู้มาร่วมงาน

ตอนนี้ก็ได้แต่น้อยใจในวาสนา

พวกคนที่รายได้น้อย พี่ก็ไม่ไปเก็บภาษีเค้า เพราะรักษาคะแนนนิยม และกลัวหาว่ารีดเลือดเอากับปู
พวกคนที่รายได้มาก ๆ พี่ก็ไม่กล้าไปเก็บเค้าอีก เพราะกลัวเค้าเล่น (ต้องรอเค้าหมดอำนาจก่อน แล้วค่อย ๆ ทำเรื่องปรับภาษีย้อนหลัง)
กรรมก็เลยมาตกกับพวกกลาง ๆ อย่างพวกผม

เขียนไปนาน ๆ จะพาลกลายเป็นการปลุกระดม(ตัวเอง?) ซะอย่างนั้น

เอาเป็นว่าภาษีเป็นสิ่งที่ดีครับ ถ้าทุกบาททุกสตางค์ของมันได้ถูกเอาไปพัฒนาชาติจริง ๆ (มั้ย…ฮึ?..)

Tuesday, April 03, 2007

ช่วงนี้ชีวิตของผมช่างเรื่อย ๆ มาเรียง ๆ
ตื่นมา อาบน้ำแปรงฟัน แต่งตัว(ด้วยเสื้อผ้าที่ไม่เคยรีด)
นั่งหลับไปบนมุมโปรดของรถที่มารับ
แล้วก็เริ่มวันที่ทำงานอย่างทุก ๆ วัน

ช่วงก่อน ๆ งานยุ่ง ๆ ผมก็เบื่อ
ช่วงนี้งานไม่ค่อยยุ่งผมก็เบื่ออีก

ช่างเป็นคนที่เอาใจได้ยากเหลือเกิน

ตกเย็นกลับมาที่หอ กินข้าวแล้วก็นั่งเล่นเกม

เป็นเครื่อง เพลย์สเตชั่น2 ที่ได้มาจากพี่ที่ทำงานคนนึง

ได้มาแบบฟรี ๆ เนื่องจากว่าที่บ้านเค้ามีสองเครื่องแล้วเค้าไม่ค่อยได้เล่นเครื่องนี้
แล้วบังเอิญว่าเครื่องนี้เป็นเครื่องของเพื่อนเค้าที่เสียชีวิตไปแล้ว - โดนรถชน....

แต่ด้วยความงกมากกว่าความกลัว ผมก็ตกลงขอเค้ามาเลย

หลังจากที่ไม่ได้เล่นเกมมานานนับสิบปี - ครั้งสุดท้ายที่เล่นก็คือตั้งแต่มันเป็นรุ่นแฟมิคอมเครื่องสีขาวแดง ใส่ตลับเกมแบบ 24k 360k อะไรประมาณนั้น เสียงก็เหมือนจะอู้อี้ ๆ แบบโมโนโทนิค

พอมาเจอกราฟิคและเสียงอันยอดเยี่ยมของเกมสมัยนี้แล้ว ก็ทำเอาผมกลับไปติดเกมได้อย่างไม่ยากเย็น

เกมทำให้ผมรู้สึกเหมือนตอนสิบสี่

ด้วยความที่กลัวผี (ที่อาจจะติดมาพร้อมกับตัวเครื่อง) ก็เลยจำเป็นต้องแก้เคล็ดด้วยเกมยิงผี

Resident Evil4 กลายเป็นเกมประเดิมบ้านใหม่ของมัน

เล่น ๆ ยิง จนเคลียร์ไปแล้วสามรอบ เล่นมันทั้งแบบ easy, normal และ mission ลับ

เล่นจนนิ้วโป้งข้างซ้ายบวม พอง แล้วก็แตกออกมีน้ำ จนเดี๋ยวนี้มันแข็ง เป็นแผลเป็นเหมือนปลายนิ้วของคนเล่นกีต้าร์

จริง ๆ การเล่นเกมไล่ยิง แบบนี้มันก็พอจะบอกนิสัยอะไรบางอย่างของคนเล่นได้

ผมคงจะเป็นพวกลอบกัด เพราะแทนที่จะวิ่งเอาปืนลูกซองไปไล่ยิงกัน ผมกลับชอบวิ่งกลับมาแอบแล้วเอาไรเฟิลติดกล้องส่องเอาซะงั้น

นิสัยแค่ในเกมนะครับ เป็นพวกชอบทำอะไร save ไว้ก่อน

ตอนนี้เกมก็เคลียร์ไปแล้ว

เลยเกิดสุญญากาศเวลากลับมาที่หอ - กลับหอแล้วทำอะไรดี

อารณ์ประมาณเดียวกันกับตอนอยู่ปีหนึ่ง วิศวะ หลังปิดเชียร์ - เชียร์เสร็จแล้วทำอะไรดี

นอกจากดูสตาร์มูฟวี่ทาง UBC ที่ตอนนี้ก็เริ่มเอามาฉาย ซ้ำ ๆ จนเบื่อแล้ว ก็ไม่รู้จะทำอะไรอีกดี

เพราะเดี๋ยวก็ต้องนอน เพื่อที่จะตื่นไปทำงานเดิม ๆ แบบวันพรุ่งนี้อยู่ดี