เรื่องของภาษี
ผมเพิ่งทำแบบยื่นภาษีเสร็จไปเมื่อสองคืนก่อน
ทำทันเสร็จตามกำหนดเส้นตายของเค้าพอดี
เค้ากำหนดให้ยื่นแบบทาง internet ได้ไม่เกิน 2 เมย ก่อน 4ทุ่ม
ผมกดปุ่ม enter เพื่อยื่นแบบ ไปตอนสามทุ่มสิบห้า บวกกับเดินลงมากดโอนเงินจ่ายภาษีเพิ่มตอนสามทุ่มสี่สิบห้า
เฉียดฉิวไปสิบห้านาที
ปีนี้ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม ทั้ง ๆ ที่ปีที่แล้วยังขอคืนเงินภาษีได้ด้วยซ้ำ
เหตุผลหลัก ๆ คือการย้ายงานนั่นเอง
รายได้ที่เพิ่มขึ้นหมายถึงภาษีที่ต้องเสียเพิ่มขึ้น
ผมมีเพื่อนร่วมชะตากรรมที่จะต้องจ่ายภาษีเพิ่มอย่างนี้อีกหลายคนในที่ทำงาน
บางคนเลือกที่จะยื่นแบบแล้วก็(กัดฟัน)จ่ายภาษีเพิ่ม (เหมือนอย่างผม)
ในขณะที่บางคนก็เลือกที่นิ่งเฉยเอาไว้ - สรรพากรอยากได้เงินตู ก็มาตามตรวจสอบเอาเองนะ(เฟ้ย)
ของแบบนี้จะให้ตอบว่าใครทำถูกหรือผิดก็บอกได้ยาก ต่างกรรมต่างวาระ
อย่างกรณีผม ต้องจ่ายเพิ่มอีกเจ็ดร้อยกว่าบาท อาจจะไม่ต้องคิดมากเท่าไหร่
แต่ในกรณีของอีกสองสามคนที่ทำงานผม ต้องจ่ายเพิ่มอีกหกเจ็ดพัน – บอกได้ว่าทำใจลำบากครับ
บางคนยอมจ่าย และบางคนไม่ยอมจ่าย และนี่คือเหตุผลบางส่วน
“ทีเค้าได้ไปตั้งกี่หมื่นล้านไม่เห็นต้องเสียภาษี แล้วกะอีแค่เจ็ด แปดพันจากตูจะมาเอาเพิ่มอีกทามมาย” ความเห็นของนาย ก (นามสมมติ)
“จ่ายเพิ่มให้ไป เดี๋ยวเค้าก็ไปโกงกินอีกอยู่ดี” ความเห็นของนางสาว ข (นามสมมติ)
“อืมม…ก็จริง” ความเห็นของนาย ฮัท (นามไม่สมมติ)
ในขณะที่…..
“ก็จ่าย ๆ ไป เดี๋ยวเค้ามาตามตรวจสอบย้อนหลังหลาย ๆ ปีนี่โดนบวกดอกเบี้ยอาน” ความเห็นของนางสาว ค (นามสมมติ)
“คิดซะว่า เราทำหน้าหน้าที่พลเมืองดีก็แล้วกัน” ความเห็นของนาย ง (นามสมมติ)
“อืมม…ก็จริง” ความเห็นของนาย ฮัท (นามไม่สมมติ)
น่าแปลกที่ความเห็นของสองคนทางด้านบนมาจากคนที่เรียน MBA จบแล้ว (คนละสถาบัน) ในขณะที่ความเห็นของอีกสองคนข้างล่างมาจากคนที่ไม่ได้เรียน MBA
ไม่ได้จะบอกว่าการเรียน MBA ทำให้คนเรามีแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยงภาษี
เพราะอย่างน้อยคนที่เรียน MBA อย่างผมก็ยินดีที่จะจ่ายภาษีเพิ่ม (เป็นจำนวนเงินเจ็ดร้อยกว่าบาท และจ่ายในวันสุดท้าย?)
ไหนจะยังมีภาษีสังคมอีกที่เราต้องจ่ายไปในแต่ละปี ๆ
นอกจากมีค่าลดหย่อนของเงินบริจาค เงินสนับสนุนต่าง ๆ ดอกเบี้ยกู้ยืม รวมถึงเบี้ยประกันชีวิตแล้ว ผมว่ารัฐควรออกกฎหมายเพิ่มค่าลดหย่อนของเงินที่ใช้ใส่ซองต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นงานขึ้นบ้านใหม่หรืองานแต่งงาน
นั่นหมายถึงเราใส่ซองให้เจ้าภาพไปเท่าไหร่ คนให้ก็สามารถเอามาหักภาษีได้เต็มจำนวน
ทีนี้เราคงใส่ซองกันด้วยความเต็มใจยิ่งขึ้น เจ้าภาพก็คงจะหน้าบาน มีเครื่องออกใบเสร็จตั้งไว้หน้างานเลย
แต่คิดในทางกลับกัน รัฐ อาจจะไปออกกฎหมายเก็บภาษีเงินได้จาก(ซอง)งานสมรส กลายเป็นว่าได้เงินมาจากซองเท่าไหร่ ก็เสียภาษีไปตามส่วน
ดังนั้นความคิดนี้อาจจะไม่ค่อยโสภากับทั้งเจ้าภาพและแขกผู้มาร่วมงาน
ตอนนี้ก็ได้แต่น้อยใจในวาสนา
พวกคนที่รายได้น้อย พี่ก็ไม่ไปเก็บภาษีเค้า เพราะรักษาคะแนนนิยม และกลัวหาว่ารีดเลือดเอากับปู
พวกคนที่รายได้มาก ๆ พี่ก็ไม่กล้าไปเก็บเค้าอีก เพราะกลัวเค้าเล่น (ต้องรอเค้าหมดอำนาจก่อน แล้วค่อย ๆ ทำเรื่องปรับภาษีย้อนหลัง)
กรรมก็เลยมาตกกับพวกกลาง ๆ อย่างพวกผม
เขียนไปนาน ๆ จะพาลกลายเป็นการปลุกระดม(ตัวเอง?) ซะอย่างนั้น
เอาเป็นว่าภาษีเป็นสิ่งที่ดีครับ ถ้าทุกบาททุกสตางค์ของมันได้ถูกเอาไปพัฒนาชาติจริง ๆ (มั้ย…ฮึ?..)
ผมเพิ่งทำแบบยื่นภาษีเสร็จไปเมื่อสองคืนก่อน
ทำทันเสร็จตามกำหนดเส้นตายของเค้าพอดี
เค้ากำหนดให้ยื่นแบบทาง internet ได้ไม่เกิน 2 เมย ก่อน 4ทุ่ม
ผมกดปุ่ม enter เพื่อยื่นแบบ ไปตอนสามทุ่มสิบห้า บวกกับเดินลงมากดโอนเงินจ่ายภาษีเพิ่มตอนสามทุ่มสี่สิบห้า
เฉียดฉิวไปสิบห้านาที
ปีนี้ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม ทั้ง ๆ ที่ปีที่แล้วยังขอคืนเงินภาษีได้ด้วยซ้ำ
เหตุผลหลัก ๆ คือการย้ายงานนั่นเอง
รายได้ที่เพิ่มขึ้นหมายถึงภาษีที่ต้องเสียเพิ่มขึ้น
ผมมีเพื่อนร่วมชะตากรรมที่จะต้องจ่ายภาษีเพิ่มอย่างนี้อีกหลายคนในที่ทำงาน
บางคนเลือกที่จะยื่นแบบแล้วก็(กัดฟัน)จ่ายภาษีเพิ่ม (เหมือนอย่างผม)
ในขณะที่บางคนก็เลือกที่นิ่งเฉยเอาไว้ - สรรพากรอยากได้เงินตู ก็มาตามตรวจสอบเอาเองนะ(เฟ้ย)
ของแบบนี้จะให้ตอบว่าใครทำถูกหรือผิดก็บอกได้ยาก ต่างกรรมต่างวาระ
อย่างกรณีผม ต้องจ่ายเพิ่มอีกเจ็ดร้อยกว่าบาท อาจจะไม่ต้องคิดมากเท่าไหร่
แต่ในกรณีของอีกสองสามคนที่ทำงานผม ต้องจ่ายเพิ่มอีกหกเจ็ดพัน – บอกได้ว่าทำใจลำบากครับ
บางคนยอมจ่าย และบางคนไม่ยอมจ่าย และนี่คือเหตุผลบางส่วน
“ทีเค้าได้ไปตั้งกี่หมื่นล้านไม่เห็นต้องเสียภาษี แล้วกะอีแค่เจ็ด แปดพันจากตูจะมาเอาเพิ่มอีกทามมาย” ความเห็นของนาย ก (นามสมมติ)
“จ่ายเพิ่มให้ไป เดี๋ยวเค้าก็ไปโกงกินอีกอยู่ดี” ความเห็นของนางสาว ข (นามสมมติ)
“อืมม…ก็จริง” ความเห็นของนาย ฮัท (นามไม่สมมติ)
ในขณะที่…..
“ก็จ่าย ๆ ไป เดี๋ยวเค้ามาตามตรวจสอบย้อนหลังหลาย ๆ ปีนี่โดนบวกดอกเบี้ยอาน” ความเห็นของนางสาว ค (นามสมมติ)
“คิดซะว่า เราทำหน้าหน้าที่พลเมืองดีก็แล้วกัน” ความเห็นของนาย ง (นามสมมติ)
“อืมม…ก็จริง” ความเห็นของนาย ฮัท (นามไม่สมมติ)
น่าแปลกที่ความเห็นของสองคนทางด้านบนมาจากคนที่เรียน MBA จบแล้ว (คนละสถาบัน) ในขณะที่ความเห็นของอีกสองคนข้างล่างมาจากคนที่ไม่ได้เรียน MBA
ไม่ได้จะบอกว่าการเรียน MBA ทำให้คนเรามีแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยงภาษี
เพราะอย่างน้อยคนที่เรียน MBA อย่างผมก็ยินดีที่จะจ่ายภาษีเพิ่ม (เป็นจำนวนเงินเจ็ดร้อยกว่าบาท และจ่ายในวันสุดท้าย?)
ไหนจะยังมีภาษีสังคมอีกที่เราต้องจ่ายไปในแต่ละปี ๆ
นอกจากมีค่าลดหย่อนของเงินบริจาค เงินสนับสนุนต่าง ๆ ดอกเบี้ยกู้ยืม รวมถึงเบี้ยประกันชีวิตแล้ว ผมว่ารัฐควรออกกฎหมายเพิ่มค่าลดหย่อนของเงินที่ใช้ใส่ซองต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นงานขึ้นบ้านใหม่หรืองานแต่งงาน
นั่นหมายถึงเราใส่ซองให้เจ้าภาพไปเท่าไหร่ คนให้ก็สามารถเอามาหักภาษีได้เต็มจำนวน
ทีนี้เราคงใส่ซองกันด้วยความเต็มใจยิ่งขึ้น เจ้าภาพก็คงจะหน้าบาน มีเครื่องออกใบเสร็จตั้งไว้หน้างานเลย
แต่คิดในทางกลับกัน รัฐ อาจจะไปออกกฎหมายเก็บภาษีเงินได้จาก(ซอง)งานสมรส กลายเป็นว่าได้เงินมาจากซองเท่าไหร่ ก็เสียภาษีไปตามส่วน
ดังนั้นความคิดนี้อาจจะไม่ค่อยโสภากับทั้งเจ้าภาพและแขกผู้มาร่วมงาน
ตอนนี้ก็ได้แต่น้อยใจในวาสนา
พวกคนที่รายได้น้อย พี่ก็ไม่ไปเก็บภาษีเค้า เพราะรักษาคะแนนนิยม และกลัวหาว่ารีดเลือดเอากับปู
พวกคนที่รายได้มาก ๆ พี่ก็ไม่กล้าไปเก็บเค้าอีก เพราะกลัวเค้าเล่น (ต้องรอเค้าหมดอำนาจก่อน แล้วค่อย ๆ ทำเรื่องปรับภาษีย้อนหลัง)
กรรมก็เลยมาตกกับพวกกลาง ๆ อย่างพวกผม
เขียนไปนาน ๆ จะพาลกลายเป็นการปลุกระดม(ตัวเอง?) ซะอย่างนั้น
เอาเป็นว่าภาษีเป็นสิ่งที่ดีครับ ถ้าทุกบาททุกสตางค์ของมันได้ถูกเอาไปพัฒนาชาติจริง ๆ (มั้ย…ฮึ?..)

2 Comments:
At 10:56 PM,
eek said…
ทดสอบๆๆ
At 11:01 PM,
eek said…
อ้าว ไรว้า เมื่อกี้พิมพ์ตั้งยาววววว โพสต์คอมเม้นท์ไม่ติด เฮ้อ เอาใหม่ก็ได้..........
ภาษีคำนวณจากรายได้ แล้วคำนวณจากรายจ่ายหรือเปล่า สมมติว่าพี่ฮัทได้เงินเดือน xxxxx แต่ต้องส่งเสียเลี้ยงดูพ่อ แม่ น้องสาว และภรรยาอีก 3 คน
ไม่เห็นกรมสรรพากรเอามาคำนวณเล้ยยย
แล้วถ้าเงินหกเจ็ดพันบาทที่ต้องจ่ายไปมีค่ามากกว่าเงินภาษี เช่นเอาไปถ่ายเลือดให้กับตัวเองหรือคนในครอบครัวที่ป่วยหนักล่ะ อาการเจ็บป่วยที่ต้องใช้เงินรักษา กรรมสรรพากรไม่เห็นเอามาหักออกจากรายได้เลย หรือจะเถียงว่า ก็มีเงินประกันสังคมแล้วนี่ ก็จะเถียงกลับว่าถ้าพ่อแม่พี่น้องไม่ได้มีประกันสังคมล่ะ 30 บาทรักษาทุกโรคทำได้ดีหรือยัง และยังมีอีกหลายปัญหาสำหรับคนที่ใช้เงินประกันสังคมล่ะ ไม่อยากจะเซดดดล่ะ
ยังไงก็ฝากท่านสส.อาฮอย นำเข้าที่ประชุมด้วยนะเจ้าค่ะ สวัสดี
Post a Comment
<< Home